ความสุขของการเป็นหมอฟันคือการได้ “เผือกเรื่องชาวบ้าน”
- Wankwan Polachan

- Aug 20, 2020
- 1 min read

“เราอยากรู้เรื่องคนอื่น เราชอบเผือกเรื่องชาวบ้าน”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้..
กัลยา อุดมระติ หรือ เขี่ยง คือหญิง(วัยเกือบ)สาวที่มีความอยากรู้อยากเห็นไปกับเรื่องรอบตัว รวมถึงเรื่องของคนรอบตัวด้วย ตลอด 59 ปีที่เธอได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ การได้ฟังเรื่องเล่าใหม่ๆไม่ว่าจากใครก็ตามนับเป็น “ความสนุก” ที่เธอใฝ่หาโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และสิ่งที่ทำให้เธอได้พบกับความสนุกไม่รู้จบคือการเป็น “หมอฟัน”
ชีวิตการทำงานแรกเริ่มของเขี่ยงคงไม่ต่างจากหมอฟันคนอื่นๆ ที่ต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่นอกจากความเงียบแล้ว ก็คงมีเพียงเสียงเครื่องกรอฟันสลับกันไปเป็นระยะๆ นี่ทำให้เธอรู้สึกว่า “ถ้าเราทำงานอย่างเดียวแล้วเราไม่พูดอะไร คนไข้ก็คงเครียด เราเอาความรู้สึกเครียดๆนี้ออกไปดีกว่า”
“วันนี้ทำฟันเสร็จแล้ว ต้องไปไหนต่อมั้ยคะ” นี่คือวิธีเริ่มทำลายความเงียบของเขี่ยงกับคนแปลกหน้าที่นอนอ้าปากอยู่ตรงหน้าเธอ คำถามทั่วไปไม่ได้เจาะลึกอะไรมาก กลายมาเป็นวิธีชั้นดีที่ทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกผ่อนคลาย และเอ่ยปากเล่าเรื่องราวชีวิตส่วนตัวให้เธอฟัง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการค้าขายของคุณยายตั้งแต่สมัยสาวๆ ชีวิตของลูกที่กำลังจะเข้ามหาลัย หรือแม้กระทั่ง “หนูอยากเลิกกับแฟนอะหมอ”
พื้นฐานความเป็นชอบคุยที่เขี่ยงมีอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้เธอไม่ยอมปล่อยโอกาสดีๆอย่างนี้ให้หลุดมือ “เออ ถามหน่อย หมอไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้เป็นยังไง” บทสนทนาที่เกิดขึ้นตอนเริ่มทำฟันเริ่มต่อยอดกลายเป็นชั่วโมงแห่งการเก็บเกี่ยวความรู้จากมุมมองที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นการโอกาสให้เธอได้เปิดวิสัยทัศน์ ลบคำสบประมาทจากสิ่งที่คนเคยพูดกับเธอว่า “หมอฉลาดแต่ในที่แคบๆ โง่ในที่กว้างๆ” ได้เป็นอย่างดี
การได้ฟังเรื่องเล่าใหม่ๆเริ่มกลายเป็นกิจวัตรที่ทำให้เธออยากมาทำงาน และในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอได้พบว่า “คนที่มีเรื่องดีๆ ก็อยากบรรยายความดีของตัวเองที่รู้สึกภาคภูมิใจ อยากเล่าให้คนอื่นฟังว่าฉันดียังไง ฉันทำมายังไงฉันถึงได้ดีขนาดนี้ ลูกฉันเก่งยังไง เขาก็มีความสุขที่ได้พูด คนทุกข์ก็อยากระบายความทุกข์.. บางครั้งที่คนป่วย เพราะเครียด.. คนนอนกัดฟัน ร้อยละ 80 ไม่ใช่เพราะฟัน เป็นเพราะใจ เพราะฉะนั้นดูท้้งปากไม่พอ ต้องดูออกมานอกปาก เป็นยังไง มือไม้เป็นยังไง ใจเขาเป็นยังไง ทำยังไงเพื่อให้อาการเขาดีขึ้นโดยองค์รวม เขาไม่ใช่แค่คนที่ถือฟันมาให้เรารักษา แต่มันก็มีอย่างอื่นที่เราควรจะใส่ใจเขาด้วย มันเป็นความรู้สึกทางใจว่าคนไข้คือเพื่อนร่วมโลก ยิ่งถ้าทำมานาน ก็คือเป็นเพื่อนกันน่ะ ทำมาตั้งแต่เขาสาวๆ แก่ไปด้วยกัน”
วันหนึ่งเขี่ยงเห็นคนไข้หญิงหน้าคุ้นที่ไม่ได้เจอกันมานานนับปีเพราะเหตุโรคระบาดที่เกิดขึ้น และความเปลี่ยนแปลงของเธอในช่วงเวลาที่หายหน้ากันไปก็ทำให้เขี่ยงตกใจ ใบหน้าที่ซีดเซียวและผมที่สั้นกุดทำให้เขี่ยงรู้ได้ไม่ยากว่า “เป็นมะเร็ง ทำคีโมมาแล้ว” นี่เป็นเหตุให้แทนที่เขี่ยงจะเชิญคนไข้นั่งทำฟันอย่างที่การทำฟันควรจะเป็น เขี่ยงเดินก้าวเข้าไปสวมกอดเธอและเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “เป็นยังไงบ้าง เรียบร้อยดีรึยัง” และ 15 นาทีหลังจากคำถามนั้นก็จบลงที่ความสบายใจของคนไข้ที่ได้เล่าถึงการรักษาโรคมะเร็งของเธอที่เปลี่ยนมาถึง 3 โรงพยาบาล
ตลอด 35 ปีกับการทำงานในฐานะหมอฟัน เขี่ยงสร้างสายใยมิตรภาพเช่นเดียวกันนี้กับคนไข้มากมาย ในหลายครั้งเขี่ยงปล่อยให้คนไข้ของเธอเล่าทุกเรื่องที่พวกเขาอยากเล่าจนบทสนทนายาวต่อเนื่องติดลมบนจนถึงขั้นที่เธอคนไข้บางคนมาหาเธอเพื่อขอคุยที่หน้าห้อง หรือบางคนก็ถึงกับขอเบอร์โทรศัพท์มือถือเธอเลยทีเดียว (ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ให้เบอร์ไปก็ตาม)
“ทุกวันนี้เด็กๆหลายคนที่เจอมา ที่มาคุย มาปรึกษาเราตั้งแต่เล็ก จะเป็นดอกเตอร์อยู่แล้ว เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าเขาไปถึงนี่แล้วนะ เขาจะไปสอนหนังสือแล้ว อันนั้นเป็นความภาคภูมิใจของเขา แล้วเขาเห็นเราอยู่ในกระบวนการของการเจริญเติบโตของเขาด้วย เราก็จะรู้สึกดีว่าเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเขาทั้งๆที่เราไม่ใช่ญาติพี่น้องเขา แต่เราเห็นการเจริญเติบโตของเขาด้วย เราก็มีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่ต้องลงทุนส่งแกเรียนเลย ไม่ได้เสียตังเลย แต่ฉันได้เห็นด้วย มีความสุขไปด้วย มันก็คุ้มดีนะ”
และนี่คือความสุขของเขี่ยงในฐานะหมอฟัน แล้วคุณล่ะ ความสุขในการทำงานของคุณคืออะไร?




Comments